ข่าวสาร     กิจกรรม   

ชีสแบรนด์ไทย จากโครงการหลวง

เนยแข็งหรือชีส (Cheese) อาหารที่กำลังได้รับความนิยมจากคนไทย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บทความจากเว็บไซต์นิตยสารเกี่ยวกับทิศทางตลาดอย่าง Positioningmag เปิดเผยว่า ความนิยมในการบริโภคชีสของคนไทย ส่งผลให้ตลาดเนยและชีสในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 1,500 ล้านบาทและเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% โดยสามารถสังเกตง่าย ๆ ได้จากเวลาไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อ จะพบว่าพื้นที่สำหรับวางจำหน่ายชีสมีมากขึ้นกว่า 90% แต่ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น เป็นชีสที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลที่ไม่ดีต่อเศรษฐกิจบ้านเรา

จากความตั้งใจที่จะลดปริมาณการนำเข้าชีสที่มีราคาสูง บวกกับความพร้อมของวัตถุดิบนมในโครงการหลวง ที่มีถึง 3 ชนิด ได้แก่ นมวัว นมควาย และนมแพะ จึงต้องการผลิตสินค้าจากผลิตภัณฑ์นมที่เป็นของคนไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักว่าเป็นแหล่งผลิตชีสและมีชีสที่เป็นชื่อของคนไทยเอง หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ประสงค์อยากให้มีการผลิตมอสซาเรลล่าชีส (Mozzarella Cheese) จากนมกระบือพันธุ์เมซานา (Mehsana) ที่สภานมแห่งชาติอินเดียได้น้อมเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2539 เนื่องในพระราชวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

 

 

 

แม้การทำมอสซาเรลล่าชีสจะไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากปัญหาการขนส่งนมควายจากพื้นที่ไกล ทำให้ต้องแช่แข็งนมไว้ในกระบวนการขนส่ง ส่งผลให้ชีสที่ผลิตออกมามีรสชาติไม่ดี แต่ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ก็ยังทำการทดลองและวิจัยผลิตภัณฑ์จากนมอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง อาศัยเพียงการเช่าพื้นที่ของกรมปศุสัตว์เท่านั้น จนเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โรงผลิตน้องใหม่ของมูลนิธิโครงการหลวงได้ถือกำเนิดขึ้น ‘Royal Project Artisan Dairy House หรือ โรงแปรรูปผลิตภัณฑ์จากนม มูลนิธิโครงการหลวง’ ตั้งอยู่บริเวณศูนย์ผลิตผลโครงการหลวง ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์จากนมในรูปแบบงานฝีมือ กล่าวคือเป็นอาหารที่ไม่ผ่านเครื่องจักรในกระบวนการผลิต

โรงผลิตนี้อยู่ภายใต้การดูแลของงานพัฒนาผลิตผลอาหารและบริการของโครงการหลวง ที่เป็นผู้คิดค้น ทดลองและพัฒนาการผลิตผลิตภัณฑ์จากนม ผลิตภัณฑ์ชีสจากแนวคิดสร้างสรรค์ตัวใหม่ที่กำลังทำการทดลองอยู่มีชื่อว่า ‘Mulberry Marble’ คือชีสที่ผลิตจากนมควายพันธุ์เมซานามาปรุงรสด้วยแยมและน้ำมัลเบอร์รี่ของดอยคำ ทำให้ชีสมีลายเส้นเหมือนหินอ่อน อีกทั้งในขั้นตอนการอัดชีสให้เป็นก้อนเสร็จ ก็นำแยมมัลเบอร์รี่มาทารอบก้อนชีสแล้วบ่มไว้ Mulberry Marble จึงเป็นชีสที่มีทั้งกลิ่นหอมและรสชาติของมัลเบอร์รี

ไม่เพียงแต่เป็นผู้คิดค้น ทดลองและพัฒนาการผลิตผลิตภัณฑ์จากนม ยังมีโครงการในอนาคตที่มีความคาดหวังว่าจะถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิตชีสสู่ระดับครัวเรือน โดยการเผยแพร่ให้แก่เกษตรกรผู้ที่เลี้ยงสัตว์ให้นม เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกรมากขึ้น แต่เนื่องจากการทำชีสเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องใช้เวลาในการศึกษา ค้นคว้า และอาศัยประสบการณ์หลายปี ทางโครงการจึงต้องทำให้ตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทำชีสก่อน เพื่อที่จะสามารถถ่ายทอดการผลิตที่เป็นมาตรฐานให้แก่เกษตรกรได้

 

ปัจจุบันโรงแปรรูปผลิตภัณฑ์จากนม มูลนิธิโครงการหลวงผลิตสินค้าได้ 4ประเภท ได้แก่ ชีส โยเกิร์ต พาสต้าเส้นสดและมะเขือเทศกึ่งแห้งในน้ำ สำหรับผลิตภัณฑ์ชีส มีทั้งจากนมควายพันธุ์เมซานา นมแพะ และนมวัว ซึ่งนับเป็นโรงผลิตแห่งเดียวในเอเชียที่สามารถผลิตชีสโดยใช้นมสัตว์ได้ถึง 3 ชนิดโดยท่านสามารถลิ้มลองรสชาติชีสฝีมือคนไทยได้แล้ววันนี้ ที่ร้านค้าโครงการหลวงทุกสาขา

 

_______________________________________________________________________________________________________

เรื่องโดย: นางสาวปรีดิ์ผจง นราภิรมย์ นักศึกษาคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษาฝึกงานแผนกประชาสัมพันธ์ มูลนิธิโครงการหลวง จังหวัดเชียงใหม่ ภาพโดย: นายณัฐวุฒิ กล่ำบ้านยาง นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร นักศึกษาฝึกงานแผนกประชาสัมพันธ์ มูลนิธิโครงการหลวง จังหวัดเชียงใหม่

 

ดี อร่อย ตามรอยผักสด...โครงการหลวง

ฝนเพิ่งหยุดตกไปได้สักครู่ บรรยากาศของจังหวัดเชียงใหม่ในยามนี้สดชื่นเย็นสบายยิ่งนัก ภารกิจในการเดินทางครั้งนี้ คือการตามรอยผักสดของโครงการหลวง ว่ามีกรรมวิธีตลอดจนกระบวนการเช่นไร กว่าจะมาเป็นผักสด ดี อร่อย ให้พวกเราได้ลองลิ้มชิมรส บริโภคกันอย่างสบายอกสบายใจปลอดภัยสบายพุง

moncham

เราขับรถไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 107 เชียงใหม่-แม่ริม และเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1096 แม่ริม-สะเมิง ก่อนจะแยกขึ้นศูนย์ระหว่างกิโลเมตรที่ 13-14 ถนนลาดยางที่คดเคี้ยวไปตามภูเขา วิวสองข้างทางสวยงาม เต็มไปด้วยป่าเขาสลับแปลงเพาะปลูกที่ปกคลุมด้วยหมอกสีขาวนวลบางเบา จุดท่องเที่ยวมีให้เห็นเป็นระยะ ทั้งสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ปางช้างแม่สา น้ำตกแม่สา น้ำตกตาดหมอก น้ำตกวังฮาง

moncham

35 นาที จากตัวเมืองเชียงใหม่ พาเรามาถึงศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องแปลงผักไฮโดรโพนิค เทคโนโลยีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน ต้นโอ้คลีฟแดง ผักตระกูลสลัด และสมุนไพรมากมาย มีให้ชมอย่างไม่รู้เบื่อ นอกจากนี้ยังมีโรงเรือนปลูกมะเขือเทศเชอรี่ หรือที่นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามะเขือเทศแฟนซีห้าสีนั่นเอง ซึ่งมะเขือเทศเชอรี่โครงการหลวงแบ่งแยกได้ถึง 5 เฉดสี คือ สีชอคโกแลต สีเหลือง สีส้ม สีแดง และสีชมพู นอกจากความสวยงามจากสีของมะเขือเทศเชอรี่แล้ว มะเขือเทศเชอรี่แต่ละสียังอุดมด้วยคุณประโยชน์ และมากด้วยคุณค่าสารอาหารที่แตกต่างกัน

moncham  hydroponics

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ โรงคัดบรรจุใหญ่โตได้มาตรฐานที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เราจึงไม่รอช้าที่จะขอขออนุญาตเข้าชมกระบวนการคัดบรรจุผลผลิตในทันที

เริ่มแรกผู้เยี่ยมชมจะต้องทำการเปลี่ยนชุด สวมหมวก สวมหน้ากาก และรองเท้า ที่ศูนย์ฯ เตรียมไว้ รวมทั้งล้างมือ และเดินลงอ่างฆ่าเชื้อ เพื่อทำตัวให้สะอาดหมดจดก่อนเข้าไปสู่ห้องคัดบรรจุที่ปราศจากเชื้อด้านใน เมื่อสองเท้าก้าวย่างเข้าไป เราถึงกับตะลึงในกระบวนการคัดบรรจุที่ละเอียดถี่ถ้วน

monchammoncham

กระบวนการเริ่มจากชั่งรับผลผลิตที่ชาวบ้านในโครงการนำมาจำหน่าย เจ้าหน้าที่จะทำการสุ่มตรวจวิเคราะห์หาสารตกค้างจากพืชผักทั้งหมดปริมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ โครงการจะทำการส่งคืนผลผลิตทันทีเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค เมื่อสุ่มตรวจวิเคราะห์สารเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการตัดแต่งและล้างทำความสะอาดเบื้องต้น ส่วนน้ำที่ใช้ทำความสะอาดนั้น จะต้องวัดปริมาตรการผสมคลอลีนในอัตราส่วนที่ตรงตามมาตรฐานด้วยเช่นกัน สำหรับผักที่ไม่ต้องบรรจุหีบห่อเจ้าหน้าที่จะทำการคัดเกรดผลผลิต ซึ่งจะมีตั้งแต่เกรด 1 เกรด 2 และเกรด U และ นำผลผลิตที่คัดสรรแล้วบรรจุลงในลังทันที แต่ถ้าผักชนิดใดที่ต้องทำการบรรจุหีบห่อ จะต้องบรรจุ ปิดผนึก และติดฉลากให้เรียบร้อย ก่อนที่จะบรรจุลงลังหรือกล่อง จากนั้นเจ้าหน้าที่จะทำการชั่งน้ำหนักและพิมพ์รหัสกำกับผลผลิตใส่ลงไปในลัง นั้นๆ ด้วย ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายก็คือการนำผลผลิตที่ได้ ไปจัดเก็บในห้องเย็นที่มีอุณหภูมิอยู่ที่ 4-7 องศาเซลเซียส เพื่อให้ผักคงความสดกรอบน่ารับประทานอยู่เสมอ และรอการจัดส่งต่อไป

ส่วนใครที่ต้องการซื้อผักผลไม้สดของโครงการหลวง ติดไม้ติดมือไว้เป็นของฝากหรือรับประทานเอง ก็สามารถเข้าไปจับจ่ายหาซื้อได้ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทั้ง 38 แห่ง หรือที่ร้านค้าโครงการหลวงทั้ง 4 จังหวัด

moncham

นอกจากนี้ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอยยังมีที่พักสุดฮิปอย่าง "ม่อนแจ่ม แคมปิ้ง รีสอร์ท" ที่พักแนวแคมปิ้ง พร้อมเครื่องอำนวยความสะดวกที่ครบครัน สามารถชมวิวทิวทัศน์อันกว้างไกลจากทั้งสองด้าน ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอีกด้วย หรือถ้าใครอยากลองลิ้มชิมรสผักสดๆ ของโครงการหลวง ที่นี่ก็ยังมีบริการอาหารเมนูสุดอร่อยไว้ให้เลือกรับประทานอย่างมากมาย

ออกจากม่อนแจ่ม เราทะยานสี่ล้อขับเคลื่อนสู่ศูนย์ผลิตผลโครงการหลวงแม่เหียะ ที่ซึ่งเป็นแหล่งรับและรวบรวมผลิตผลและผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อนำมาเข้ากระบวนการคัดบรรจุเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะถูกส่งไปยังผู้บริโภค (ขอแอบกระซิบหน่อยว่า หากใครต้องการจะเข้าชมกระบวนการคัดบรรจุที่ศูนย์ผลผลิตแห่งนี้ จะต้องติดต่อล่วงหน้าก่อนนะคะ เพราะที่นี้เข้มงวดเรื่องการรักษามาตรฐานผลิตผลค่ะ)

เมื่อมาถึงเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์จะพาเราเข้าชมวีดีทัศน์ เพื่อเรียนรู้พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อพลิกพื้นผืนป่าและสร้างอาชีพใหม่ให้แก่ชาวเขา ทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับงานคัดบรรจุเชียงใหม่ และศึกษาหลักการทำงานของโครงการหลวง ก่อนค่ะ

maehiamaehia

หลังจากได้รับความรู้จนเต็มคลังสมองแล้ว เราก็จะเข้าชมงานคัดบรรจุของจริงที่อาคารด้านใน เราเปลี่ยนชุด สวมหมวก สวมหน้ากาก สวมรองเท้า ที่ศูนย์ฯ จัดเตรียมไว้ประหนึ่งเป็นหน้าที่ที่เราคุ้นเคย และรีบเร่งล้างมืออย่างไม่รีรอ

ภายในใหญ่โตโอโถงแบ่งโซนการทำงานเป็นระเบียบ ขั้นตอนการทำงานก็ดูจะไม่ต่างจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอยสักเท่าไรนัก คือเริ่มต้นจากการตรวจสอบคุณภาพและปริมาณของผลผลิตที่ได้รับมาจากศูนย์ต่างๆ ทั้ง 38 แห่ง เพื่อนำไปบรรจุหีบห่อในรูปแบบต่างๆ ตามความต้องการของลูกค้า จากนั้นจึงกระจายสินค้าให้กับลูกค้า ตามวันและเวลาที่ลูกค้าต้องการผ่านช่องทางจำหน่ายต่างๆ

หลายชั่วโมงที่เราสัมผัสกับเทคโนโลยีทันสมัยกับความใส่ใจในคุณภาพ ยิ่งทำให้เรามั่นใจว่างานคัดบรรจุมีความมุ่งมั่นที่จะผลิตสินค้าให้เป็นที่พอใจของลูกค้า มีคุณภาพ และความปลอดภัย ตามมาตรฐานสากล
ซึ่งงานของมูลนิธิโครงการหลวงยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ แต่ยังคงเดินหน้าค้นคว้า วิจัย และพัฒนาพืชพันธุ์ และวิธีการใหม่ๆ ต่อไป รวมถึงการพัฒนาทางด้านการตลาด เปิดตลาดใหม่ ทั้งในและต่างประเทศ ปรับปรุงและพัฒนาผลิตผล รวมถึงระบบการจัดการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้งานส่งเสริมและพัฒนางานเกษตรที่สูงก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อมีส่วนในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืนตลอดไป

แม้การเดินทางตามรอยผักสดของเรา จะจบสิ้นลงที่ศูนย์ผลิตผลโครงการหลวงแม่เหียะแห่งนี้ แต่อีกหลายที่หลายศูนย์ฯ ก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์แห่งความสงบ ที่แอบแฝงไปด้วยอรรถรสของการท่องเที่ยว เหมาะสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติ ชอบลองลิ้มชิมรส และหลงใหลวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายพอเพียง

ตราสินค้า “โครงการหลวง”

โครงการหลวงก่อตั้งขึ้น เมื่อปี 2512 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขาในถิ่นทุรกันดาร ลดการปลูกฝิ่นและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร ด้วยการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น ต่อมาในปี 2535 ได้มีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพ โครงการหลวง เป็น “มูลนิธิโครงการหลวง” เพื่อจะได้เป็นองค์กรนิติบุคคลที่มีกฎหมายรองรับ

40 กว่าปีที่ผ่านมา องค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้จากการศึกษา วิจัย และผลจากการดำเนินงานพัฒนาในด้านต่างๆ ของมูลนิธิโครงการหลวง ได้สร้างงานสร้างอาชีพแก่เกษตรกรชาวเขาในพื้นที่โครงการหลวงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งโครงการหลวงช่วยทำหน้าที่ด้านการตลาดให้แก่เกษตรกรชาวเขา ส่งผลให้ผลิตผล และผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อการอุปโภคบริโภค อาทิ ผักสด ผลไม้สด ดอกไม้สด สมุนไพร พืชไร่ ประมง ปศุสัตว์ ชา-กาแฟ และผลิตภัณฑ์แปรรูป กว่า 3,300 รายการ( ก.ย.2557 ) มีจำหน่ายในร้านโครงการหลวงสาขาต่างๆ ซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ห้างสรรพสินค้า และร้านไฮเปอร์มาร์ท ทั่วประเทศ โดยโครงการหลวงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบตราสินค้ามาเป็นลำดับ จากเดิมที่ใช้ “ตราดอยคำ” ได้เปลี่ยนเป็น “ตราโครงการหลวง” ในสินค้าเกือบทุกประเภท ยกเว้น กาแฟ ที่ยังคงใช้ชื่อ กาแฟดอยคำ หรือ Doi Kham Coffee

ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่วางจำหน่ายใน ตราสินค้า “ ดอยคำ” ในปัจจุบันนั้น เป็นผลิตภัณฑ์จาก บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด (Doi Kham Food Products Co.,Ltd.) อยู่ในความดูแลของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่จัดตั้งเป็นนิติบุคคล เพื่อดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์และรองรับผลิตผลของมูลนิธิโครงการหลวงบางส่วน อีกทั้งยังนำผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป ทั้ง 3 แห่งมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าแปรรูปชนิดต่าง ๆ

ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยเรื่องสินค้าทั้งสองชนิดของผู้บริโภคต่อในขณะนี้ มูลนิธิโครงการหลวงจึงได้กำหนดให้มีการใช้ ตราสินค้า “โครงการหลวง” ในผลิตผลและผลิตภัณฑ์ ของมูลนิธิโครงการหลวงทุกชนิด รวมถึง ชา-กาแฟ นับแต่นี้ต่อไป

 

ครัวโครงการหลวง เปิดบริการแล้ววันนี้ !

แอพพลิเคชั่นโครงการหลวง

แอพพลิเคชั่น”โครงการหลวง” ไกด์นำทางประจำตัว ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียด พิกัด แผนที่นำทาง และภาพถ่ายของสถานี/ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง พร้อมทั้งช่องทางในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่โดยตรง นอกจากนั้นยังมีรายละเอียดของกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับโครงการหลวงอีกด้วย

เมื่อท่านเปิดแอปพลิเคชั่น “โครงการหลวง” ก็จะพบกับหน้าจอแสดงข้อมูลและข่าวสารของทางโครงการหลวงแต่ละศูนย์ และยังสามารถคลิกดูมีเมนูหลักต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ด้านซ้ายมือบนหน้าจอ

รายละเอียดสถานที่

พบกับข้อมูล รูปภาพ และแผนที่ของสถานี/ศูนย์ฯ โครงการหลวง สามารถโทร ส่งข้อความ อีเมล์ และเชื่อมต่อไปยังเว็ปไซด์ของมูลนิธิโครงการหลวง และแชร์ข้อมูลผ่าน Facebook และ Twitter

จังหวัด

แอปพลิเคชั่นนี้มีการแบ่งสถานี/ศูนย์ฯ ต่างๆ ของโครงการหลวงในแต่ละจังหวัดเอาไว้ ได้แก่ จังหวัดพะเยา จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทำให้ท่านสามารถหาข้อมูลของศูนย์ฯ โครงการหลวงโดยเลือกตามจังหวัดและที่ตั้งนั้นๆ ได้

สถานที่แนะนำ

เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการตัดสินใจ ท่านสามารถเลือกหาสถานี/ศูนย์ฯ โครงการหลวงได้ที่เมนูนี้

พิกัด/แผนที่

ท่านสามารถเลือกใช้งานการค้นหาศูนย์ต่างๆ ของโครงการหลวงเฉพาะที่ และสามารถเลือกชมได้เฉพาะบริเวณที่ท่านเลือกเอง อีกทั้งยังสามารถขอข้อมูล และเส้นทางของศูนย์ต่างๆ จากการที่ได้ปักหมุดไว้บนแผนที่สำหรับเดินทางจากตำแหน่งหนึ่งไปอีกตำแหน่งหนึ่ง จากตำแหน่งที่เราอยู่ ณ ปัจจุบัน

เมนูค้นหา

ท่านสามารถค้นหาศูนย์ของโครงการหลวงโดยใช้ชื่อหรือที่อยู่ และสามารถกำหนดรัศมี หรือเลือกค้นหาตามจังหวัด ได้แก่ จังหวัดพะเยา จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

 

แอปพลิเคชั่น “โครงการหลวง” ( เวอร์ชั่น1.0) สำหรับมือถือระบบปฎิบัติการ ios
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ผ่าน App Store